วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

เทศกาลทะเลาะวิวาท แห่ง โบลิเวีย

เทศกาลทะเลาะวิวาท แห่ง โบลิเวีย

  
มันคือเทศกาลแห่งการร้อง เต้น วิวาท และตะบันปากกันด้วยกำปั้นดุ้นๆ หรือจะกำไว้ก้อนหิน หรืออาจจะจัดหนักกระทั้งโรยไว้ด้วยเกล็ดแก้วเพื่อกีดฉีกเนื้อคู่ต่อสู้

รายละเอียด

  • ทินคู(Tinku) เป็น เทศกาลที่ชาวพื้นเมืองในพื้นที่ Potosí ใน ประเทศโบลิเวีย ที่ต่างฝ่ายจะเข้ามาตะบันหน้ากันจนคว่ำไปข้างด้วยกำปั้นดุ้นบ้างไม่ดุ้น บ้าง(บางคนใช้การกำหินเข้าต่อยกัน)
  • คำว่า ทินคู ภาษา Quechua มีความหมายว่า การแข่งขัน(encounter) ส่วนในภาษา Aymara มันมีความหมายว่า การโจมตีทางร่างกาย(physical attack)
  • เทศกาลทินคูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจะจัดขึ้นที่เมือง Potosí ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม โดยจะจัดเทศกาลประมาณ 3 วัน จะหยุดการเต้นรำ และวิวาทกันเฉพาะเวลา กิน ดื่ม และนอน เท่านั้น ในวันสุดท้ายของเทศกาลนั้นหลายครั้งที่ต้องใช้กำลังทหาร ตำรวจเข้าระวับเหตุ สลายฝูงชนด้วยแก็สน้ำตา
  • ในระหว่างพิธีกรรม ชายและหญิงจากต่างหมู่บ้านที่มารวมกันจะเริ่มเต้นรำ โดยผู้หญิงจะเต้นรำกันเป็นวงกลม(เพื่อใช้เป็นขอบเขตของสังเวียน)พร้อมกับสวด มนต์ โดยที่ฝ่ายชายจะเปิดฉากตะบันหน้ากันอยู่ในวงกลม ในบางสาวก็สามารถเข้ามาร่วมวงฉะกันก็ได้ไม่มีใครว่า
  • การต่อสู้ ชกต่อยกันนั้นบ่อยครั้งที่จะมีการกำหินไว้ในมือเพื่อเพิ่มกำลังหมัด โดยเฉพาะในหมู่บ้าน Macha จะมีการต่อสู้กันรุนแรงและดุเดือดที่สุดเนื่องจากจะมีการโรยเศษแก้วไว้บนผ้า พันมือเพื่อให้กีดฉีกเนื้อของคู่ต่อสู้ การต่อสู่บ่อยครั้งที่ทำให้ได้รับบาดเจ็บ จนถึงขั้นเสียชีวิต
  • ส่วนการแต่งกายนั้นจะมีการสวมหมวกที่ทำจากหนังหนาเป็นหมวกกันน็อค ที่จะตกแต่งโดยวาดลวดลาย และประดับด้วยขนนก สวมกางเกงสีดำหรือขาว สวมปลอกขาพื้นเมือง บางคนจะมีการคาดเข็มขัดขนาดใหญ่ไว้ที่เอวเพื่อปกป้องร่างกาย
  • ชาวพื้นเมืองมีความเชื่อว่า การต่อสู้ชกต่อยกันเป็นการบูชา พระแม่แห่งธรรมชาติ(Mother Nature) โลหิตที่รินไหลเป็นเครื่องเส้นสังเวยเพื่อให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ การตายคือการเสียสละเพื่อนำชีวิตกลับสู่แผ่นดินผู้ให้ การวิวาทคือการปลดปล่อยความป่าเถือนและโกรษเกี้ยวระหว่างชุมชน

ซัดกันนัว

ดอกนกแก้ว(Parrot flower) ดอกไม้ประหลาด

ดอกนกแก้ว(Parrot flower)


เห็นรูปครั้งแรกต้องยอมรับว่าคิดว่าภาพนี้ ต้องเป็นภาพที่ผ่านการตกแต่งภาพ มันจะมีได้อย่างไร ดอกไม้ที่มีรูปร่างเหมือน นกแก้วกำลังโผบิน แต่มันก็ดันเป็นของจริงและมีอยู่จริงในโลกนี้ซะงั้น และที่สำคัญดอกนกแก้ว นี้มีขึ้นอยู่ในประเทศไทยซะด้วย

รายละเอียด

  • ดอกนกแก้ว หรือ เทียนนกแก้ว (Parrot flower หรือ Parrot balsam) ได้รับชื่อนี้มาจากดอกที่มีลักษณะเหมือน นกแก้วกำลังบินเมื่อมองจากด้านข้าง พวกมันมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Impatiens psittacina
  • ดอกนกแก้ว เป็นพืชในกลุ่ม balsam(พืชที่มีน้ำมันหอมระเหย)ที่พบในบริเวณเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทย(ดอยเชียงดาว) พม่า และบริวเวณตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย โดยนักพฤกษศาสตร์(Botanist) นามว่า Joseph Dalton Hooker เป็นผู้ศึกษาและเปิดเผยสู่สาธารณะ ในปี 1901
  • ต้นดอกนกแก้ว มีลักษณะลำต้นหนาแตกกิ่งก้านสาขา มีความสูงประมาณ 50 เซ็นติเมตร ใบมีหยักเป็นแฉก(serrulate margin) ดอกมีสีม่วงอ่อน สีแดง และแดงเลือดนก 
ข้่อมูลจากเว็บ trekkingthai.com โดยคุณเกรียงไกร
พบเทียนนกแก้วมากในเดือน พ.ย.ขึ้นตามโขดหินในดงป่าทึบที่รำไร ถ้าใช้เส้นทางปางวัวจะพบระหว่างทางก่อนถึงดงกล้วยแดง ถ้าใช้เส้นทางเด่นหญ้าขัดจะพบระหว่างทางก่อนถึงดงท้อ เป็นพืชล้มลุกที่หายากและเปราะบางควรระมัดระวังในการชมหรือถ่ายรูปครับ(ดอย เชียงดาว)
อ้างอิง

ฮือฮา..เต่างับนำโชค แห่ขอหวย!!!

ฮือฮา..เต่างับนำโชค แห่ขอหวย!!!






เมื่อวันที่ 26 ก.ย.2555 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณร้านขายกาแฟ หน้าที่ว่าการอำเภอเมืองสุรินทร์ จ.สุรินทร์ มีพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้าน จำนวนมากกำลังมุ่งดูเต่า ซึ่งมีลักษณะแปลกประหลาดมากเพราะกระดองเต่า ปิดหัวปิดหางตัวเต่าไว้อย่างมิดชิดหรือที่เรียกกันว่าเต่างับหรือเต่าอาย เป็นเต่าที่หายากและถือว่าเป็นศิริมงคลแก่ผู้พบเห็นให้โชคให้ลาภเสมอ โดยเฉพาะชาวสุรินทร์มีความเชื่อและนับถือมาก หากได้พบและสัมผัสจะได้รับความสุข และมีฐานะการเงินที่ดีกว่าเดิมหลายเท่าตัว
นายชาตรี จันทรังษี ลูกชายร้านยอดกาแฟโบราณ อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/1 ถนนเทศบาล 1 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ซึ่งขายกาแฟบนรถกระบะด้านหน้า อบจ.สุรินทร์ กล่าวว่า เจอเต่างับ หรือเต่าอายอยู่ที่บริเวณหน้าบ้าน กำลังคลานออกจากบ้าน หันหน้าไปทางทิศตะวันออกไปยังถนนใหญ่ระหว่างที่ตนเดินไปตักน้ำหลังรถกาแฟ เห็นว่ามันแปลกดีตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็น กระดองเต่าปิดหัวปิดหางมิดชิด จึงเก็บมาเลี้ยงไว้ในบ้าน2 วันแล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้ฝันว่าได้เอาเรือไปหาปลาที่สระน้ำ ใกล้วัดปทุมเมฆ บริเวณที่มีน้ำท่วม อยู่ๆก็มีเด็กน้อยมาขอเรือแต่ตนไม่ให้ บอกไปว่าเป็นเรือขอพ่อให้ไม่ได้ เข็นเรือมาได้อีก 100 เมตร เด็กคนเดิมก็ตามมาขออีก ตนก็บอกเหมือนเดิมให้ไม่ได้ เด็กก็แช่งว่าขอให้มีอันเป็นไป หากินไม่เจริญ ทุกครั้งที่คุยเรื่องความฝันเต่าตัวนี้ก็จะโผ่ลหัวออกมาอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อคืนได้เล่าให้แม่ฟังก็โผ่ลหัวมาอย่างนี้เช่นกัน
ขณะที่พ่อค้า แม่ค้าและชาวบ้าน ที่มาติดต่อราชการบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองสุรินทร์ ต่างให้ความสนใจ มีการนำกล้อง และมือถือมาถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก บ้างขอสัมผัส ลูบคลำ เพื่อความเป็นศิริมงคล บ้างลองเอาของแหลมมาลองงัดหัว งัดหางก็ยิ่งงับ มิดชิดกว่าเดิม ชาวบ้านหลายรายนำแป้งหอมมาทาบนกระดองเต่าเพื่อขอหวย ขอโชค ช่วยกันหาเลขเด็ด เพราะใกล้วันหวยออกแล้ว หนึ่งในผู้พบเห็นกล่าวว่าเต่างับจะให้โชคเลขหวย ตาม พ.ศ.เกิด ของผู้จับมันได้ ซึ่งนายชาตรี เกิด พ.ศ.2529 บนหัวกระดองเต่ากลับพบเลข 14 เป็นเหตุให้นักเสี่ยงโชคชาวสุรินทร์ แห่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด วันที่1 ต.ค.นี้ ทำให้เลยท้าย 29 และ 14 ขาดตลาด

ที่มา :dailynews.co.th

ตื่นรอยคล้ายพญานาคเลื้อยในร้านเชียงกงย่านรังสิตนับสิบแห่ง แห่บูชาขอโชคลาภ

ตื่นรอยคล้ายพญานาคเลื้อยในร้านเชียงกงย่านรังสิตนับสิบแห่ง แห่บูชาขอโชคลาภ




เมื่อเวลา 11.00.น. วันที่ 27 กย. ผู้สื่อข่าว ข่าวสด ได้รับแจ้งจากผู้ประกอบการค้าขายชิ้นส่วนรถยนต์ภายในเชียงกงรังสิต หมู่ 6 ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ว่า พบรอยปริศนาคล้ายรอยพญานาคเลื้อยม้วนตัวไปมาภายในร้านขายอะไหล่เชียงกงจำนวน หลายร้าน จึงไปตรวจสอบที่ร้านแรกเลขที่ 32/494-495 เป็นอาคารพาณิชย์ 4 ชั้น ด้านล่างค้าขายอะไหล่รถยนต์ ในร้านมีประชาชนมามุงดูและถ่ายภาพรอยปริศนา คล้ายรอยสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่เลื้อยขดไปมา เจ้าของร้านและชาวบ้านต่างนำสิ่งของเซ่นไหว้ มาทั้งผลไม้ ชุดบายศรี ไข่ไก่ ผลไม้ ดอกไม้และกะละมังใส่น้ำตั้งไหว้

 นายชัยภัทร เปรมผล อายุ 33 ปี เจ้าของร้าน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมาขณะที่นางภูสวรรค์ กลิ่นหวาน อายุ 31 ปี ภรรยาซึ่งตื่นขึ้นมาตอนรุ่งเช้า พบรอยดังกล่าวที่พื้นบ้านจำนวนมาก ตอนแรกคิดว่าเป็นรอยงูเหลือม แต่เมื่อข่าวแพร่สะพัดไป ทำให้คนในละแวกใกล้เคียงมาดูและวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆ นานาว่าเป็นรอยพญานาค มาให้โชค ตนจึงไปซื้อดอกไม้พวงมาลัย ผลไม้ ไข่ไก่ มากราบไหว้ แต่ก็มีเพื่อนบ้านที่ไม่เชื่อกล่าวถ้อยคำท้าทาย จนถูกสิ่งลี้ลับกดทับที่หน้าอกจนแทบหายใจไม่ออก จนต้องกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ และเมื่อสองวันที่ผ่านมารอยปริศนาที่เชื่อว่าเป็นรอยพญานาค ได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นจนน่าตกใจ โดยพบทั่วไปบริเวณพื้นที่เชียงกงเกือบ 10 ร้าน เช่น ที่ร้านเลขที่ 32/449-450 ซึ่งตั้งอยู่ห่างกัน บริเวณพื้นห้องชั้น 3 และชั้น 4 พบรอยปริศนาเช่นนี้จำนวนมาก และไม่สามารถลบออกได้ด้วยมือเปล่า

 นายวิรัตน์ ขันทะเกตุ อายุ 46 ปี เปิดเผยว่า ตนเคยท้าทายด้วยวาจาด้วยความที่ไม่เชื่อ ทำให้ในคืนนั้นมีเด็กผู้หญิง 3 คนมานั่งทับตัวขณะนอนหลับ และดึงตนเองลงจากเตียง เมื่อตั้งสติได้จึงลุกมากรวดน้ำ สวดมนต์ไหว้พระ อุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร ก่อนที่สิ่งต่างๆ จะเข้าสู่สภาวะปกติ ทั้งนี้ ในร้านค้าเชียงกงที่อยู่ติดกันพบว่าพื้นชั้น 3 และ 4 อาคารติดกันอีกเกือบ 10 ร้าน มีรอยปริศนาอยู่เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านที่รู้ข่าวต่างมากราบไว้บูชาขอโชคลาภจำนวนมาก

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

ศิลปะจากความฝัน...ประติกรรมหัวคนกลางน้ำ

ศิลปะจากความฝัน...ประติกรรมหัวคนกลางน้ำ


ศิลปะจากความฝัน...ประติกรรมหัวคนกลางน้ำ

ศิลปะจากความฝัน...ประติกรรมหัวคนกลางน้ำ

ศิลปะจากความฝัน...ประติกรรมหัวคนกลางน้ำ


เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก  tampabay.com , iol.co.za , aasarchitecture.blogspot.com

         เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา สำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษ รายงานว่า เมืองริโอ เดอ จาเนโร ของบราซิลจัดแสดงศิลปะแนวใหม่ เป็นประติมากรรมรูปศีรษะขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางน้ำที่หาดอันมีชื่อ เสียง โบตาโฟโก้ บีช

         โดยรูปปั้นดังกล่าว เป็น รูปหัวเด็กสาวอายุ 14 ปี มีความสูง 12 เมตร ตัวรูปปั้นเป็นสีขาวทั้งหมดทำจากเรซินและหินอ่อน ผลงานชิ้นล่าสุดของฮัวเม่ เปลนซ่า ศิลปินชาวสเปน ซึ่งตั้งชื่อให้กับรูปปั้นนี้ว่า  "Olhar nos meus sonhos" หรือ ไปสู่ความฝันของฉัน โดย ตัวรูปปั้นนั้น เด็กสาวจะหลับตาอยู่ เป็นการสื่อความหมายว่าในขณะที่หลับตานั้น เราไม่สามารถจะคาดเดาได้ว่าเธอกำลังนึกคิด หรือมีความฝันอะไรอยู่บ้าง และสิ่งสำคัญที่ศิลปินต้องการจะสื่อคือ อยากให้ทุกคนหลับตาและมีความฝัน เพื่อจะทำให้ชีวิตมีจุดหมาย โดยการทำฝันให้เป็นจริง
ศิลปะจากความฝัน...ประติกรรมหัวคนกลางน้ำ

         ทั้งนี้ ประติมากรรมรูปศีรษะขนาดใหญ่นี้เป็นส่วน หนึ่งของงานนิทรรศการ Other Ideas for Rio ซึ่งมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 7 กันยายน 2555 เป็นการรวบรวมผลงานของศิลปินจากหลายชาติ นำมาจัดแสดงไว้ตามสถานที่สำคัญ ๆ ของเมือง เพื่อนำเสนอผลงานศิลปะให้แก่ผู้คนที่แต่ละวันมีชีวิตอยู่กับความเร่งรีบ

         ขณะที่ผู้คนที่อยู่ในละแวกใกล้เคียง ต่างพอใจกับผลงานที่สร้างความแปลกใหม่ให้กับหาดแห่งนี้ โดยพวกเขากล่าวว่า แม้ชายหาดแห่งนี้จะเป็นชายหาดที่สวยงามแห่งหนึ่งในริโอ แต่กลับไม่ได้รับการใส่ใจจากเจ้าหน้าที่ แต่เมื่อมีงานศิลปะชิ้นนี้มาตั้งอยู่กลางน้ำ ทำให้ผู้คนสนใจแวะมาเยือนชายหาดแห่งนี้กันมากขึ้น สำหรับงานแสดงศิลปะในเมืองริโอ เดอ จาเนโร ครั้งนี้ จะมีให้ชมไปจนถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2012

วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555

จริงหรือ!!! นักวิจัยค้นพบ พีระมิดโบราณ บนทวีปแอนตาร์กติกา

จริงหรือ!!! นักวิจัยค้นพบ พีระมิดโบราณ บนทวีปแอนตาร์กติกา



ทีมนักวิจัยจากต่างประเทศ อ้างว่าพวกเขาได้ค้นพบสามพีระมิดโบราณบนที่ที่มีแต่น้ำแข็งปกคลุม ทวีปแอนตาร์กติกา เมื่อ วันที่ 29 สิงหาคม 2012

โดยทีมงานนักวิจัยต่างประเทศประกอบด้วยนักวิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริกาและทีมงานคนอื่นๆจากประเทศต่าง ๆ ในยุโรป


พวกเขาได้ค้นพบ สองโครงสร้าง ที่ทีลักษณะค้ลายกับพีระมิดขนาดใหญ่
พบว่ามีขนาด ประมาณ 10 ไมล์ทะเล  และหนึ่งในสาม ก็อยู่ไม่ไกลจากชายฝั่ง สามารถมองเห็นอย่างชัดเจนจากมหาสมุทร



และทีมงานกำลังวางแผนการเดินทางไปยัง พีระมิด ขนาดใหญ่นี้แล้ว เพื่อหาว่ามันเป็นสิ่งเกิดจากธรรมชาติ หรือใครแอบเล่นตลก
อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติม เกี่ยวกับการไปสำรวจ



โปรดติดตามชม....






เครดิต:http://allmysteryworld.blogspot. ... n.html#.UEnn9bLN_xU
อ้างอิง : http://www.thetruthbehindthescen ... ound-on-antarctica/

เรื่องจริง ไม่ใช่ในหนัง เตรียมรับมือดาวเคราะห์พุ่งชนโลก 13 ก.พ. 56

เรื่องจริง ไม่ใช่ในหนัง เตรียมรับมือดาวเคราะห์พุ่งชนโลก 13 ก.พ. 56



ดร.สมิทธ ธรรมสโรช และองค์การนาซ่า เผยข้อมูล ดาวเคราะห์เตรียมเข้าพุ่นชนโลกใน วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2556 นี้ แนวทางการแก้ไขปัญหานั้นยากมาก หากส่งจรวจขึ้นไปยิงจะทำให้เกิดการแตกกระจาย และพุ่งชนโลกมากขึ้นทำให้มีผู้คนเสียชีวิตไม่น้อย และอีกแนวทางหนึ่งคือต้องปล่อยให้พุ่งเข้ามาชน แต่การชนนั้นก็เท่ากับการวัดดวงว่า ดาวเคราะห์ลูกนี้จะไปตกในจุดใด ถ้าตกลงมหาสมุทร ก็จะเกิดคลื่นสึนามิ ถ้าตกลงกลางเมืองใหญ่ ก็จะฆ่าชีวิตผู้คนนับล้าน ข้อมูลทั้งหมดนี้รอการสำรวจจากองค์การนาซ่า และรอฟังรายระเอียดจากองค์การนาซ่าต่อไป...



รายงานสดเมื่อเวลา 17.00 น. 12 ก.ย.55 ทางโมเดิร์นไนน์ ทีวี (ช่อง 9)

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

จิ้งจกห้อยหัวพนมมือ เชื่อเป็นสามีที่ตายไป


จิ้งจกห้อยหัวพนมมือ เชื่อเป็นสามีที่ตายไป

  • สนับสนุนเนื้อหา S! News

จิ้งจกห้อยหัวพนมมือ เชื่อเป็นสามีที่ตายไป
จิ้งจกประหลาดห้อยหัวพนมมือฟังพระเทศน์ โผล่อีกที่โคราช เจ้าของบ้านเชื่อเป็นดวงวิญญาณสามีที่เสียไปเมื่อ 3 เดือนก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (19 ก.ย.) ที่บ้านเลขที่ 81 หมู่ 1 ต.หนองจะบก อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นบ้านของนางเบญจมา เพียงโคกกรวด อายุ 48 ปี พบจิ้งจกประหลาดห้อยหัวลงมาโดยเอาขาหน้าประสานกันคล้ายพนมมือ โดยนางเบญจมา เปิดเผยว่า ช่วงเช้าตรู่ขณะนอนฟังเสียงพระเทศน์จากเครื่องกระจายเสียงตามหมู่บ้าน ก็เห็นจิ้งจกห้อยหัวลงมาลักษณะกำลังพนมมือ ตนเอาไม้แขวนเสื้อไปเขี่ยดู จิ้งจกตัวดังกล่าวก็ไม่ตกใจและไม่วิ่งหนีไปไหน ตนคาดว่าเป็นดวงจิตของนายชุมพล จันทร์กลัด สามีที่เสียชีวิตไปเมื่อ 3 เดือนที่แล้ว เพราะตอนสามียังมีชีวิตอยู่มักชอบทำบุญ สวดมนต์ไหว้พระ และชอบพนมมือฟังพระเทศน์ผ่านเสียงตามสายทุกเช้า
นางเบญจมา กล่าวต่อว่า ตนตัดสินใจจุดธูปตั้งจิตอธิษฐานว่าถ้าเป็นสามีก็ให้กระโดดลงมาบนผ้าขาวที่ เตรียมไว้ ซึ่งจิ้งจกตัวดังกล่าวก็กระโดดลงมา ทำให้ตนและลูกๆในบ้านแปลกใจ เพราะจิ้งจกตัวนี้มีหัวโตเหมือนสามี และก่อนตายสามีห่วงครอบครัวและลูกสาวมาก
ด้าน นายกีรติ กันยา นักวิทยาศาสตร์สวนสัตว์  6 สวนสัตว์นครราชสีมา กล่าวว่า การที่จิ้งจกห้อยหัวลงมาเป็นการผ่อนคลายของมันเท่านั้น จากภาพจิ้งจกตัวนี้เป็นจิ้งจกบ้าน ชนิดหางหนาม ส่วนหัวที่โตนั้นเพราะมันป่วย สันนิษฐานว่าไปกินเศษอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมีหรือแมลงที่ถูกกำจัดโดยยาฆ่า แมลง หรือไม่ก็เป็นผลพ่วงจากควันบุหรี่ คาดว่าอยู่ได้ไม่เกิน 2 สัปดาห์ก็จะตายลงอย่างแน่นอน

ภาพถ่ายติดวิญญาณกู้ภัยฯ เชื่อเป็นขาผู้ตาย


ภาพถ่ายติดวิญญาณกู้ภัยฯ เชื่อเป็นขาผู้ตาย

  • สนับสนุนเนื้อหา S! News

ภาพถ่ายติดวิญญาณกู้ภัยฯ เชื่อเป็นขาผู้ตาย
ภาพถ่ายปริศนาในงานศพเจ้าหน้าที่กู้ภัยฯ เชื่อเป็นภาพถ่ายติดวิญญาณของผู้ตาย เพราะไม่ใส่รองเท้าข้างหนึ่ง เนื่องจากตอนเกิดเหตุรองเท้าอีกข้างหายไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (19 ก.ย.) ในพิธีรดน้ำศพนายนิรันดร์ สร้างพล หรือหมี อายุ 37 ปี เป็นอาสาสมัครรหัส ฉก.ใต้ 10 ซึ่งได้รับประสบอุบัติเหตุถูกรถชนเสียชีวิต ขณะขี่รถจยย.บริเวณบางนาตราด กม.7 เมื่อเช้าของวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ฮือฮาขึ้นเมื่อมีการถ่ายภาพปริศนา
นายชลอ เสือกระจ่าง พนักงานกู้ภัย รหัสนคร 58 กล่าวว่า หลังเกิดเหตุได้นำศพของนายนิรันดร์ มาทำพิธีรดน้ำ ที่ศาลา 1 วัดด่าน ถ.พระราม 3 ซอย 34 ระหว่างทำพิธี นายวาทิต เพียรดี เพื่อนอาสาสมัครรหัส บางซื่อ 19 ก็ได้ถ่ายภาพคู่กับแท่นวางรูปหน้าศพเก็บไว้เป็นที่ระลึก จึงให้นายนัทธพล ศรีสังข์ อาสาสมัครตัวแทนฐานทุ่งมหาเมฆ นำโทรศัพท์มือถือมาบันทึกภาพให้ ซึ่งนายนัทธพลก็กดชัตเตอร์เอาไว้  2 ครั้ง
"พอภาพดูก็ต้องตกใจ เมื่อพบว่าภาพที่บันทึกไว้ใบแรกนั้นเป็นปกติทุกอย่าง แต่ภาพใบที่สองปรากฏว่ามีขาของชายปริศนาผู้หนึ่งไปยืนอยู่ด้านหลังแท่นวาง รูปหน้าศพ ซึ่งภาพที่เห็นมีเพียงแค่ส่วนขานุ่งกางเกงขายาวสีเขียวแก่แบบฟอร์มของ มูลนิธิร่วมกตัญญู ที่ขาข้างซ้ายสวมรองเท้าผ้าใบสีดำ ส่วนที่ขาข้างขวาไม่สวมรองเท้า หลายคนเชื่อว่าขานั่นคือวิญญาณผู้ตายแน่นอน เนื่องจากรูปร่างเท่ากัน และตอนผู้ตายประสบเหตุสวมรองเท้าผ้าใบสีดำ และเหลือแค่ข้างซ้ายเท่านั้นที่ติดอยู่กับศพ ส่วนข้างขวาไม่มีใครหาเจอคาดว่าคงมีรถคันอื่นเหยียบติดล้อไปด้วย" นายชลอ กล่าว

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555

ฮือฮาจิ้งจกสีแดงตั้งท้อง ชาวบ้านแห่ขอโชคลาภ ตีเลขเด็ด

ฮือฮาจิ้งจกสีแดงตั้งท้อง ชาวบ้านแห่ขอโชคลาภ ตีเลขเด็ด




เมื่อ เวลา 08.30 น.วันที่ 12 ก.ย. ผู้สื่อข่าว ข่าวสด รายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 122 ม.11 ต.ช้างว้าย อ.พระพรหม จ.นครศรีธรรมราช ของนายสัญญา แป้นดวง อายุ 39 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่บ้านดังกล่าว ได้มีชาวบ้านเดินทางมาดูสิ่งแปลกประหลาดกันอย่างไม่ขาดสาย หลังจากนายสัญญา ได้พบจิ้งจกตัวสีแดงสดมาอาศัยอยู่ภายในบ้าน โดยนายสัญญาได้นำจิ้งจกตัวแดงดังกล่าวมาใส่ไว้ในตู้แก้ว ซึ่งใส่น้ำไว้ให้ดื่มด้วย จากการสังเกตพบว่าจิ้งจกตัวดังกล่าวนั้นมีสีแดงสดทั้งตัว จะคุ้นกับเจ้าของบ้าน ไม่มีอาการตกใจเมื่อแตะตัวมัน และกำลังตั้งท้องจะวางไข่ ชาวบ้านที่เดินทางมาดูได้พากันถ่ายภาพไว้เนื่องจากไม่เคยเห็นจิ้งจกตัวสีแดง สดอย่างนี้มาก่อน เชื่อว่าเป็นตัวนำโชคมาให้ชาวบ้าน โดยชาวบ้านบางคนเมื่อเห็นก็ได้ตีเป็นเลขเด็ดต่างๆ นาๆ เนื่องจากความแปลกประหลาดของจิ้งจกที่มีสีไม่เหมือนกับจิ้งจกทั่วไป



 นาย สัญญา กล่าวว่า ได้พบจิ้งจกตัวนี้ตั้งแต่ 2 วันก่อน อาศัยอยู่ที่หิ้งพระในบ้าน ซึ่งแปลกมากเพราะขณะที่เข้าไปจับมันไม่ได้ตกใจหรือวิ่งหนีเหมือนจิ้งจกตัว อื่นๆ และทำท่ายักคอทักทายด้วย เห็นว่ามันแปลกดีจึงจับมาขังไว้ในตู้แก้วขนาดเล็ก ซึ่งอยู่ในตู้นี้ 2 วันแล้วมันก็ยังมีสีแดงสดอยู่อย่างนี้ตลอด จนชาวบ้านทราบข่าวจึงเดินทางมาดูและตีเป็นเลขหวยตลาดเวลา



 ด้าน นางจับ แป้นดวง อายุ 76 ปี มารดาของนายสัญญา กล่าวว่า ตนอายุเข้าปูนนี้แล้วยังไม่เคยพบเห็นจิ้งจกตัวสีแดงสดมาก่อน ที่ว่ามันเปลี่ยนสีให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ แต่ตัวนี้จับมาขังไว้ 2 วันก็ยังมีสีแดงอยู่ ซึ่งก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ถ้ามันอยู่กับเราแล้วเป็นตัวให้โชคลาภก็ถือว่าเป็นเรื่องดี และจะเลี้ยงไว้อย่างนี้ต่อไปเพราะรู้สึกว่ามันจะคุ้นเคยกับคนในบ้านทุกคน ซึ่งเพื่อนบ้านที่มาดูจะตีเป็นเลขเด็ดทุกคน แต่ก็เป็นเลขที่แตกต่างกันไป



http://www.khaosod.co.th

ฮือฮา!! "ลูกแพร์" กลายเป็น "พระพุทธรูป"

ฮือฮา!! "ลูกแพร์" กลายเป็น "พระพุทธรูป"
 

         

         สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 8 ก.ย.ว่า นายเส้า ซานซัง เกษตรกรทำสวนจีน ในเมืองเฮเซีย ในมณฑลเฮอเบีย ทางตอนเหนือของจีน ผุดไอเดียสุดเจ๋ง ปลูกต้นแพร์ให้กลายเป็นพระพุทธรูป และวางแผนจะส่งออกไปยังอังกฤษ โดยในช่วงมา เขาสามารถปลูกต้นแพร์จำนวน 1 พันลูก เพียงช่วงฤดูกาลเดียว ซึ่งอยู่ในเบ้าพิมพ์พระพุทธรูป กลายเป็นต้นแพร์พระพุทธรูป  และเตรียมจะส่งออกไปยังยุโรป โดยไอเดียดังกล่าวใช้เวลากว่า 6 ปี ขณะที่นายเส้าบอกว่า ราคาขายลูกแพร์พระพุทธรูปนี้อยู่ที่ลูกละ 5 ปอนด์ โดยผู้คนชื่นชอบเพราะคิดว่าสวยดี หรือจะทำให้พวกเขามีโชค และนิยมซื้อติดมือกลับบ้าน








ที่มา: มติชน

ตะลึง “เจ้าเซอุส” หมาสูงที่สุดในโลก

ตะลึง “เจ้าเซอุส” หมาสูงที่สุดในโลก




“เซอุส” สุนัขพันธุ์เกรทเดนเพศผู้ ที่เมื่อยืนด้วยขาหลัง 2 ข้างแล้วมีความสูงถึง 2.2 เมตร ได้รับการบันทึกลงหนังสือกินเนส เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2555 ให้เป็นสุนัขที่สูงที่สุดในโลก

สถิติ จากหนังสือกินเนส ฉบับปีที่ 57 ระบุว่า สุนัขเกรทเดนตัวดังกล่าว อายุ 3 ปี อาศัยอยู่ที่รัฐมิชิแกน ในสหรัฐ มีน้ำหนัก 70.3 กิโลกรัม วัดความสูงจากอุ้งเท้าถึงโหนกคอได้ 1.12 เมตร (44 นิ้ว) และกินอาหารมากถึงวันละ 14 กิโลกรัม สามารถทำลายสถิติเดิมของ “ไจแอนท์ จอร์จ” สุนัขเกรทเดนแชมป์เก่า เพียง 1 นิ้ว



ที่มา :  เดลินิวส์

ผีญี่ปุ่น


ผีญี่ปุ่น

 





 เรื่องเล่าเกี่ยวกับผีมีอยู่ในทุกๆ วัฒนธรรมทั่วโลก แต่ในญี่ปุ่นนั้นเป็นที่สิงสถิตของผี มากมาย ทั้งยังเป็นผีที่ร้ายกาจ น่ากลัวกว่าที่ไหนๆ วิญญาณเหล่านี้เวียนว่าย อยู่ด้วยแรงอาฆาตพยาบาท หมายจะแก้แค้นคนที่เคยมาทำร้าย ให้ได้รับความทุกข์ ทรมานจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ความเชื่อเรื่องผีในญี่ปุ่น มีรากฐานมาจากลัทธิชินโต ซึ่งบอกว่าวิญญาณของมนุษย์ จะต้องไปอยู่ในโลกหนึ่งชั่วนิรันดร์ แต่ระหว่างโลกนี้กับโลกหน้านั้น ยังมีอีกโลกหนึ่งกั้นกลาง ซึ่งวิญญาณสามารถ ย้อนกลับมาหาคนเป็นได้


   หัวที่ลอยละล่อง ( ไมคุบิ ) เป็นตำนานเก่าแก่ที่ปรากฏในนิทานของชาวโมโมยามะเมื่อราวปี คศ.1200 เล่ากันว่าคืนหนึ่งมีซามูไร 3 ตนที่นิสัยไม่ดีนักได้แก่ โคซันตะ มาตะชิเงะ และอากุโกโร ทะเลาะกันอย่างดุเดือดอยุ่ริมทะเล และลงท้ายด้วยการบั่นคอของแต่ละคนจนตายกันถ้วนหน้า(บ้าดีเดือดแท้ๆ เลย)ตั้งแต่นั้นมาในคืนเดือนเพ็ญจะปรากฎศีรษะลุ่นๆ สามหัวหรือเห็นเป็นแค่ดวงไฟ 3 ดวง ลอยหมุนติ้วเป็นวงกลม ร้องตะโกนว่า “ เป็นความผิดของเจ้านั่นแหละ “{เชื่อกันว่าถ้าเกิดไปล้อเลียนมันเข้า มันจะตรงดื่งเข้ามาเล่นงานทันที }    ปิศาจกลับหมอน ( มากุระ งาเอชิ ) ถ้าเช้าวันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วรุ้สึกมึนงงว่าที่นี่มันที่ไหน หรือว่าทำไมบ้านเราถึงมีบรรยากาศเปลี่ยนไป (อันนี้ไม่เกี่ยวกกับการเมาแล้วเข้าผิดบ้านน่ะค่ะ ) หรือสงสัยว่าทำไมชีวิตประจำวันมันถึงช่างแปลกออกไป นั่นเป็นฝีมือของปิศาจกลับหมอน ปิศาจตนนี้จะแอบมากลับหมอนของผู้คนยามนอนหลับ เมื่อคนคนนั้นตื่นขึ้นมาจะพบว่าตนเองอยุ่ในโลกที่ตรงข้ามกะความเป็นจริง ในอีกมิติหนึ่ง ซึ่งเต้มไปด้วยความโหดร้าย ผิดหวัง ขมขื่น(เกลียดจิง ชอบแกล้งคนตอนนอน กำลังเคลิ้มเลย)-*- เพราะปีศาจตัวนี้ชอบเห็นผู้อื่นเดือดร้อน คนที่โชคดีหน่อยอาจจะฝ่าฝันร้ายๆ นั้นออกมาได้และตื่นขึ้นมาในมิติเดิม แต่มีหลายคนที่ถูกชักนำไปสู่มิติแห่งความตาย +0+!!!!
    ผีว้าก ( อุว้ง ) เป็นปิศาจที่มีรูปร่างใหญ่โตราวกับยักษ์ หูแหลม ศีรษะล้าน และมีกรงเล็บแหลมคม มักจะปรากฏตัวตามกำแพงวัดร้างหรือป่าช้า เมื่อปรากฏตัวมันจะร้องว่า \" อุว้ง อุว้ง!!!! \" หรือ \"ว้ากกกก ว้ากกกก\"นั่นเป็นที่มาของชื่อ มันจะร้องเช่นนี้ก็ต่อเมื่อมีคนผ่านมา คนที่ได้ยินเสียงนี้จะต้องร้องตอบไปว่า \"อุว้ง\"เช่นเดียวกันและต้องตอบให้ทัน แต่แน่นอนว่ามันจะเพิ่มสปีดในการร้องเร็วขึ้นเรื่อยๆจนคนร้องตามไม่ทัน และเมื่อถึงคราวนั้นมันจะใช้กรงเล็บตะปปคนคนนั้นจนตายT^T
    ปิศาจขวางโลก ( อามาโนะจากุ ) คนนิสัยดีอ่อนหวานแล้วจู่ๆ ก็เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ โดยไม่มีสาเหตุ ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่า..คนคนนั้นถูกอามาโนะจากุเข้าสิง ปิศาจตัวเล็กๆ ตัวนี้มีนิสัยขวางโลกอย่างรุนแรง ใครว่าซ้าย ข้าจะไปขวา ใครว่าขวา ข้าจะไปซ้าย ใครว่าสีขาวข้าจะว่าสีดำ  ปิศาจตนนี้มีแต่จะเปลี่ยนคนดีให้เป็นคนเลว แต่ที่เปลี่ยนคนเลวให้เป็นคนดีขึ้นมานั้นยังไม่ปรากฏ=^o^=
    ยักษ์ร้อยตา ( โทะโดะเมกิ ) เป็นยักษ์เพศ ญ ที่มีตาอยู่บนใบหน้าและร่างกายเต็มไปหมด เชื่อกันว่าตาเหล่านี้จะมองเห็นทะลุปรุโปร่งไปหมด ดังนั้นเมื่อถูกยักษ์ตนนี้ไล่ตามไม่ว่าแอบซ่อนอยู่ที่ไหน หล่อนก็หาเจอ(อย่างนี้ไม่ควรชวนมาเล่นซ่อนหาด้วย-*-)แต่ไม่เคยมีปรากฏว่า ยักษ์ตนนี้ทำร้ายใคร มีเรื่องเล่า (อาจจะเป็นเพียงคำขู่สอนเด็ก) ว่าถ้าใครทำผิดและแอบซ่อนความผิดนั้นไว้ จะมีตาขึ้นบนร่างกายทีละตา และจะมีมาเรื่อยๆ ถ้าคนคนนั้นยังไม่ยอมหยุดทำและสารภาพออกมา
    ปิศาจผ้า (ตันโมะเม็ง) เป็นผ้าฝ้ายสีขาวผืนยาว มี พท.ประมาณ 2.5 ตร.ม มีตาและปากอยู่บนนั้น อาศัยอยู่บนภูเขาพอตกกลางคืนก็จะกระพือปีกลงมาคอยรัดคนที่เดินผ่านไปมา ปิศาจผ้านี้ถึงจะมีรูปร่างเป็นผ้า แต่เชื่อกันว่าไม่มีของมีคมชนิดใดที่สามารถตัดให้ขาดได้ นอกจากฟันที่ย้อมเป็นสีดำของเจ้าสาวในพิธีแต่งงาน
   ไดดาระโทบ๊ทจิ หรือ เดดาระโบ๊ทจิ เชื่อกันว่าเป็นยักษ์ผู้สร้างโลก ยักษ์ไดดาระมีรูปร่างสูงใหญ่เหมือนยักษ์ทั่วไปทุกประการ แต่อาศัยอยุ่โลกมนุษย์โดยไม่ทำลายสิ่งปลูกสร้างของมนุษย์และตัวมนุษย์เลย ยักษ์ตนนี้ได้รับคำสั่งจากเทพให้มาช่วยสร้างโลก หน้าที่หลักๆ ก็คือ ช่วยสร้างหรือเคลื่อนย้ายแม่น้ำและภูเขาให้ถูกที่ถูกทาง แต่ว่าทุกวันนี้พลังทำลายล้างของมนุษย์ช่างมหาศาล ถ้าไดดาระมีจริงๆ ก็คงเอาไม่อยู่เหมือนกัน
    ปิศาจถุง (จาบุคุโร) เพราะว่ามีรูปร่างเป็นถุงผ้าเล็กๆ จึงได้ชื่อนี้ จาบุคุโรจะปรากฏตัวโดยการโรยตัวลงมาจากท้องฟ้า เชื่อกันว่าถ้าเป็นคนที่มีจิตใจดีงามเมื่อจับตัวมัน มันจะพาย้อนเวลากลับไปในอดีตเพื่อให้เราแก้ไขเรื่องที่เราคิดว่าทำผิดพลาด ได้ 1 ครั้ง แต่ถ้าเป็นคนที่มีจิตใตตำช้าแล้วละก็ มันจะดูดเอาวิญญาณของคนคนนั้นไปเสีย
    ปิศาจทารก (โคะนะกิจิจี้) ชื่อภาษาญี่ปุ่นของปิศาจตนนี้แปลเป็นไทยว่า \" ตาแก่ร้องไห้เหมือนเด็ก \"เพราะเป็นปิศาจที่มีรูปร่างเหมือนเด็ก แต่หน้าตาเหมือนชายแก่ มันจะหลอกคนโดยการแสร้งนอนหลับร้องไห้เป็นทารกที่ถูกทิ้งเพื่อให้คนมาพบเห็น อุ้มขึ้นมา  แล้วมันจะหันหน้าที่แสนน่าเกลียดมาให้ดู เมื่อคนอุ้มตกใจและทำท่าจะปล่อยมันลง มันจะรัดตัวคนคนนั้นไว้แล้วเพิ่มน้ำหนักตัวทับจนขาดใจตายไป
     ปิศาจหิมะ ( ยูกิอนนะ ) มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกะปิศาจตนนี้ แต่ที่ได้ยินมาบ่อยที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่องที่ว่าในคืนที่หิมะตกหนักจะมี หญิงสาวสวยมากๆ คนหนึ่งปรากฏตัวออกมาพร้อมกับเด็กที่อุ้มอยู่ในอ้อมแขน ถ้าเจอคน เธอจะขอร้องอย่างน่าสงสารว่า \" ช่วยอุ้มเด็กคนนี้ให้หน่อยเถอะค่ะ \" แต่เมื่อเราสวมวิญญาณคนดีช่วยอุ้มเด็กให้ เด็กคนนั้นก็จะค่อยๆตัวเย็นขึ้น จนทำให้คนที่อุ้มแข็งตายไป [ไม่ว่าจะเล่าลือกันอย่างไร สิ่งที่เหมือนกันเสมอนั่นก็คือ ปิศาจหิมะเป็นผู้หญิงที่สวยมากๆ]

ที่มาwww.thaigoodview.com/node/8119

วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

Anastasiya Shpagina สาวหน้าเหมือนตุ๊กตา คนล่าสุดของโลก


Anastasiya Shpagina สาวหน้าเหมือนตุ๊กตา คนล่าสุดของโลก

Anastasiya Shpagina สาวหน้าเหมือนตุ๊กตา คนล่าสุดของโลก Anastasiya Shpagina สาวยูเครน สาวหน้าเหมือนตุ๊กตา คนนี้กลายเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากในเวลานี้ด้วยเพราะทั้งหน้าตาและรูปร่าง ของ อนาตาซิย่า ชพากิน่า Anastasiya Shpagina เหมือนตุ๊กตา ไปซซะทุกส่วนเลยทีเดียว

วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

แห่!! ขอหวยแม่ไก่ออกไข่เป็นกุมารทอง

แห่!! ขอหวยแม่ไก่ออกไข่เป็นกุมารทอง 

 




ตื่น แม่ไก่ออกไข่ แข็งเหมือนหิน ลักษณะรูปร่างคล้ายเด็ก ขนาดเท่านิ้วโป้ง ชาวบ้านรู้ข่าวแห่ดู ตีเลขเด็ดหวังโชคดี สัตวแพทย์เตือนอย่างงมงาย อาจแค่แคลเซียมเปลือกไข่รวมตัว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีข่าวลือที่บ้านเลขที่  8 หมู่ที่ 5 บ้านหนองโน ต.โพนทอง อ.สีดา จ.นครราชสีมา มีเรื่องประหลาดแม่ไก่ออกไข่มามีลักษณะรูปร่างคล้ายเด็ก แข็งเหมือนหิน จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบว่า บ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านไม้ชั้นเดียว บริเวณรอบบ้านมีชาวบ้านมารอจำนวนมาก ส่วนภายในบ้านบริเวณห้องโถงด้านหน้ามีการจัดโต๊ะวางตู้กระจก ภายในมีก้อน ที่เจ้าของอ้างว่าเป็นไข่ มีลักษณะรูปร่างคล้ายเด็ก สีน้ำตาล แข็ง ขนาดเท่านิ้วโป้งของผู้ใหญ่ มีความยาวประมาณ 4 ซม. ชาวบ้านที่เดินทางมาดูก่อนหน้านี้นำแป้งมาทา และนำดอกไม้ธูปเทียนมากราบไหว้ พร้อมทั้งนำของเล่น นมใส่ในขวดนม มาถวาย โดยชาวบ้านที่เดินทางมาดูต่างเชื่อว่า เป็นลูกกรอก หรือกุมารทอง ที่มาเกิดกับแม่ไก่



สอบถามนางทิพย์ อุตส่าการ อายุ 51 ปี เจ้าของบ้าน เล่าว่า บริเวณหลังบ้าน ทำเล้าไก่ขนาดเล็กไว้ให้ไก่ออกไข่ ที่ผ่านมามักจะมีไก่พันธุ์ไข่ตัวหนึ่ง ของเพื่อนบ้าน แต่จะมานอน ออกไข่ในเล้าไก่ของตนเป็นประจำ กระทั่งวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา มาพบก้อนลักษณะคล้ายไข่ดังกล่าวอยู่ในเล้า ตอนแรกเห็นยังมีคราบลักษณะคล้ายเมือกติดอยู่ด้วย จึงหยิบขึ้นมาดู ก่อนที่จะนำมาเก็บไว้ที่บ้าน พร้อมทั้งเรียกให้คนในบ้านมาดู ต่อมาได้มีชาวบ้านใกล้เคียงทราบเรื่องจึงได้มาดูและได้พูดคุยกันไปต่างๆนาๆ บางคนก็มองว่าลักษณะคล้ายเด็กนอนขดตัว เป็นกุมารทองบ้าง จนกระทั้งชาวบ้านที่เดินทางมาดูแล้วนำไปพูดเล่าต่อๆกันไป จนถึงวันนี้ที่บ้านของตนนั้นมีประชาชนจากหลายจังหวัดที่อยู่ใกล้เคียงเดิน ทางกันมาที่บ้านเป็นจำนวนมาก เพื่อที่จะมาดู  พร้อมกับจุดธูปเทียนกราบไหว้ขอหวย ซึ่งก็ตีเป็นเลขได้ หลายตัว เช่น 96 06 773 11 72 42 54 เป็นต้น

 

ด้าน นายอภิชาต สุวรรณชัยรบ สัตวแพทย์จำนาญการพิเศษ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว คิดว่าความผิดปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่คงไม่ใช่กุมารทองอย่างแน่นอน ซึ่งสาเหตุที่ไข่ออกมาจะมีรูปร่างผิดปกตินั้น อาจจะเกิดจากที่ปกติเปลือกไข่จะเกิดจากแคลเซียม หรือมีคุณสมบัติเป็นแคลเซียม จึ่งอาจะเป็นได้ที่มีการร่วมตัวของแคลเซียมมากเกินไป จึงทำให้ไข่ที่ออกมามีลักษณะที่ผิดรูปผิดร่างไปบ้าง และมีลักษณะแข็งคล้ายกับหิน จึงฝากถึงประชาชนด้วยว่าอย่างได้งมงายกับเรื่องดังกล่าวให้มากนัก เพราะการออกไข่มีลักษณะผิดรูป และแข็งเหมือนหินนั้นสามารถเกิดขึ้นได้..

ที่มา : เดลินิวส์